Wednesday, May 20, 2015

วิธีจัดการกับพฤติกรรม (Guidelines to Developing Behavior Management Strategies)

พฤติกรรมของลูกเป็นสิ่งที่อธิบายยากมาก ในสถานการ์ณหนึ่งเด็กแต่ละคนก็มีพฤติกรรมแตกต่างกันไป ถ้าเขาทำสิ่งที่เราไม่ต้องการให้ทำ เราก็บอกเขา แล้วเขาก็ทำตามที่เราพูด แต่ถ้าไม่ทำตามที่เราพูด มันก็จะกลายเป็นภาพที่ไม่น่าดู บางทีก็ร้องไห้ กรีด ขว้างของ หรือโขกหัว บางคนก็บอกให้ฉันตี เด็กมันจะได้จำ บางคนก็บอกให้รางวัลเวลาเขาทำดี เขาจะได้เลือกที่จะทำดี หลายต่อหลายอย่าง ไม่รู้จะเลือกทำอะไร กลัวว่าทำไปแล้วผลลัพธ์ที่ออกมาจะเป็นสิ่งที่ไม่ดี วันนี้ฉันเลยอยากแนะนำวิธีการแก้ไขพฤติกรรมตามแบบฉบับของ ABA (Applied Behavior Analysis) ฉันใช้วิธีนี้เป็นเวลา 1ปีเต็ม พฤติกรรมที่กล่าวมาข้างต้นหายไปอย่างไม่รู้ตัว รู้ตัวอีกทีก็ตอนหารูปลูกมาลงเวปแล้วไปเจอข้อมูลที่ตัวเองพิมพ์ไว้

ขั้นตอนที่ 1. เขียนพฤติกรรม
  • ระบุพฤติกรรมที่ต้องการปรับปรุง
  • อธิบายพฤติกรรมให้ละเอียดในรูปแบบของการสำรวจ ตัวอย่างเช่น ระบุพฤติกรรมการโมโห อาจจะเขียนว่า "โมโห ประกอบด้วยอาการ กรีด โขกหัว ร้องไห้ หรือกลั้นหายใจ"
ขั้นตอนที่ 2. สะสมข้อมูล (ทุกพฤติกรรมที่เด็กทำมีเป้าหมาย)
  • สังเกตุการ์ณพฤติกรรมและอธิบายเหตุผลของการกระทำว่าทำไมเด็กถึงทำเช่นนี้
  • จดบันทึกเหตุการ์ณของก่อนพฤติกรรม (อะไรเกิดก่อนพฤติกรรมนี้) พฤติกรรม (สังเกตุการกระทำในพฤติกรรม) และเหตุการ์ณลงท้าย (อะไรเกิดขึ้นหลังจากพฤติกรรม)

    ความน่าจะเป็น มี:
    หลีกเลี่ยง หรือ หนี เช่น จากการทำงาน, จากสถานการ์ณ, หรือจากการกระทำ
    เรียกร้องความสนใจ
    เรียกร้องสิ่งของ เช่น ของกิน, ของเล่น, หรือเล่นเกม
    ความต้องการทางระบบประสาท


หลังจากสะสมข้อมูลข้างต้นเสร้จ ฉันก็มาดูว่าพฤติกรรมนี้เกิดขึ้นบ่อยแค่ไหนโดยการเก็บข้อมูลที่มี 3รูปแบบ รูปแบบ 1. บันทึกความบ่อยครั้ง บันทึกความบ่อยครั้งของพฤติกรรมในช่วงเวลาที่กำหนด วิธีนี้เหมาะสำหรับพฤติกรรมที่มีความแน่นอน เช่น โยนของ ทุบตีสิ่งของ
แบบฟอร์มรูปแบบ 1


        รูปแบบ 2. บันทึกเป็นช่วงเวลา บันทึกความนานของเวลาที่พฤติกรรมนั้นเกิดขึ้น ใช้นาฬิกาจับเวลาเริ่มจับเวลาตั้งแต่พฤติกรรมเริ่มต้นจนจบ วิธีนี้เหมาะสำหรับพฤติกรรมที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาหนึ่งๆ เช่น เหม่อลอย
แบบฟอร์มรูปแบบ 2


        รูปแบบ 3. บันทึกช่วงเวลาของพฤติกรรมที่คาดว่าจะเกิดขึ้น บันทึก ใช่/ไม่ ถ้าพฤติกรรมนั้นเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่คาดการ์ณไว้ วิธีนี้เหมาะสำหรับพฤติกรรมที่เกิดขึ้นรุนแรงในช่วงเวลาหนึ่ง เช่น โบกมือไปมา
แบบฟอร์มรูปแบบ 3

เมื่อฉันรู้พฤติกรรมของลูกและความต้องการของพฤติกรรม ฉันก็สามารถหาวิธีมาช่วยให้พฤติกรรมนั้นๆหายไปได้

ขั้นตอนที่ 3. กำหนดวิธีจัดการกับพฤติกรรม
วิธีก่อนพฤติกรรม เป็นการควบคุมสถานการ์ณก่อนที่พฤติกรรมเกิดขึ้น สำหรับปกป้องพฤติกรรมที่จะเกิดขึ้น
วิธีการแก้ไขพฤติกรรมในระยะสั้น โดยใช้พฤติกรรมหรือความสามารถมาแทนที่ และสามารถทดแทนพฤติกรรมที่ท้าทายกลับให้เป็นพฤติกรรมที่เหมาะสม
พฤติกรรมที่แทนทีต้องเป็นสิ่งที่ไม่เกินความสามารถของผู้เรียน ตัวอย่าง



วิธีการแก้ไขพฤติกรรมในระยะยาว โดยใช้ความพอใจหรือการปรับตัวของพฤติกรรม เช่น อะไรที่ผู้เรียนควรจะทำแทนที่จะเผชิญหน้ากับพฤติกรรมที่เป็นปัญหา


จัดสถานการ์ณที่คิดว่าพฤติกรรมที่ท้าทายนั้นอาจจะเกิดขึ้น ตัวอย่างเช่น รู้ว่าผู้เรียนจะร้องโวยวายเมื่อบอกให้หยุดเล่นคอมพิวเตอร์ ฉันก็ให้เขาเล่นคอมพิวเตอร์แล้วบอกให้เขาหยุด ทันทีที่บอกให้เขาหยุด ฉันก็บอกให้เขาทำกิจกรรมถัดไป หรือให้เขาเล่นเพิ่ม 5นาที แล้วอาจจะใช้คอมพิวเตอร์เป็นของรางวัลในกิจกรรมอื่น 

ถ้าเป็นไปได้ก่อนที่จะจัดสถานการ์ณนั้น ควรจะทราบเสียก่อนว่า พฤติกรรมที่ท้าทายนั้นเกิดขึ้นเพื่ออะไร เช่น ร้องโวยวาย เกิดขึ้นเพื่อ เรียกร้องความสนใจ และต้องการเล่นคอมพิวเตอร์ต่อ ฉะนั้นถ้าพฤติกรรมที่ท้าทายนั้นเกิดขึ้นสิ่งที่เราต้องควรทำคือ ไม่สนใจ(เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น) และไม่ให้เขาเล่นคอมพิวเตอร์ เพราะถ้าให้ในสิ่งที่เขาต้องการในครั้งที่พฤติกรรมที่ท้าทายนั้นเกิดขึ้น ทุกครั้งที่เขาต้องการอะไรแล้วไม่ได้ พฤติกรรมที่ท้าทายนั้นๆก็จะเกิดขึ้น 

วิธีรักษาโรคออทิสซึ่ม
ของเล่นสำหรับเด็กออทิสติก
กดชอบที่ Facebook เพื่อข้อมูลเพิ่มเติมและ ABA รายสัปดาห์





Monday, May 4, 2015

ออทิสซึ่ม คืออะไร

ออทิสซึ่ม คือบุคลิกที่ยากในการเข้าสังคม ยากในการสื่อสาร และบุคลิกที่มีพฤติกรรมซ้ำๆ อย่างไรก็ตาม อาการและความร้ายแรงของพฤติกรรมเหล่านี้มีหลายรูปแบบภายใน 3กลุ่มที่พูดถึง บางครั้งถ้ารวมทุกอย่างด้วยกันผลลัพธ์อาจทำให้อาการที่ออกมาเล็กน้อยในคนที่เป็นออทิสติกขั้นร้ายแรงบางคน แต่สำหรับบางคนอาจร้ายแรงมาก เพราะการมีพฤติกรรมซ้ำๆและการไม่สามารถการสื่อสารนั้นเป็นอุปสรรค์ในการใช้ชีวิตประจำวัน


ฉันได้ทำการค้นคว้าด้วยตัวของฉันเอง เกี่ยวกับออทิสซึ่ม ค้นพบได้ว่าจริงแล้ว ออทิสซึ่มไม่ไช่เป็นโรคภัยไข้เจ็บ แต่เป็นแค่ชื่อเรียกพฤติกรรมของคนเหล่านี้ ฉันลองคิดกลับไปสมัยเด็กๆ  ฉันมีเพื่อนบางคนที่ติดกัดเล็บ ดูดนิ้วมือ พูดช้า เป็นลมบ้าหมูบ่อย พูดติดอ่าง ขี้เหม่อ ขี้อายไม่ชอบมองหน้าคนพูด หรือพฤติกรรมหลายต่อหลายอย่าง ที่ฉันมองว่าเป็นเรื่องปกติของเด็ก เดี๋ยวโตขึ้นพวกพฤติกรรมพวกนี้ก็จะหายไปเอง แต่ฉันกลับมาลองคิดดู ว่าพวกเราเรียกพฤติกรรมเหล่านี้ว่าอะไร? อืม.....ฉันไม่รู้สิ แต่สมัยนี้พฤติกรรมเหล่านี้เป็นอาการของออทิสซึ่ม ฉันเคยคุยกับแพทย์ที่ประเทศไทย สรุปได้ว่าอาการมีอยู่ 50อาการ ถ้าเด็กมีอาการ 25% หรือมากกว่านั้น ถือว่าเป็นออทิสติก แต่ที่อเมริกาถ้ามี 1 อาการที่ทำให้การเรียนรู้ของเด็กช้าลงนั้นถือว่าเข้าข่ายออทิสซื่ม
แสดงว่าใครจะเรียกลูกเราว่าอย่างไรก็เป็นสิ่งไม่สำคัญ สำคัญอยู่ที่ว่าพฤติกรรมเหล่านั้นจะเป็นอุปสรรค์ในการเรียนรู้และการใช้ชีวิตประจำวันของเขาหรือเปล่า ฉันเชื่อว่าเด็กทุกๆคนมีข้อดีและข้อเสีย แต่ฉันเลือกที่จะมองลูกของฉันแต่เพียงข้อดีแล้วทิ้งข้อเสียลงกระดาษ ข้อเสียในกระดาษเหล่านั้นเป็นเสมือนปมเชือก บางปมซับซ้อนบางปมแค่สกิดก็หลุดออก เมื่อฉันสามารถมองแต่ข้อดีของลูกได้ มุมมองของฉันในการมองเด็กก็เปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน เมื่อเห็นเด็กคนอื่นงอแง ฉันกลับเข้าใจรู้ว่ามันเป็นแค่ส่วนหนึ่งของเด็ก ซึ่งมันเกิดขึ้นได้จากหลายๆสาเหตุ ถ้าเรารู้สาเหตุก็อาจจะแก้ไขได้หรือทำให้เด็กรู้สึกดีขึ้น
การมองเพียงส่วนดีในตัวลูกไม่เพียงแต่ทำให้ตัวฉันเองมองโลกในแง่ดีขึ้น มันทำให้ผู้ปกครองคนอื่นที่มีปัญหากับลูกของเขารู้สึกว่ามันเป็นเรื่องปกติ ไม่จำเป็นต้องหลบๆซ่อนๆทุกครั้งที่เด็กแสดงอาการออกมา แล้วตัวเด็กเองก็จะรับรู้ได้ถึงการยอมรับในสังคม และนั่นเป็นจุดเริ่มต้นในการช่วยให้เด็กกล้าที่จะเข้าร่วมสังคม

วิธีรักษาโรคออทิสซึ่ม
ของเล่นสำหรับเด็กออทิสติก
กดชอบที่ Facebook เพื่อข้อมูลเพิ่มเติมและ ABA รายสัปดาห์

Saturday, May 2, 2015

วิธีสอนให้นั่งนิ่ง (ใช้วิธี ABA Applied Behavior Analysis)

ก่อนที่ฉันจะเริ่มการฝึก ฉันตั้งตั้งเป้าหมายให้เขา แล้วเขียนลงในบันทึก เป้าหมายทุกเป้าหมายที่ฉันตั้ง ฉันจะไม่มีการกำหนดเวลาว่าภายในอาทิตย์นี้ หรือเดือนนี้ต้องทำได้ แต่ฉันจะดูที่ความสามารถของเขามากกว่า เป้าหมายของการให้นั่งนิ่ง คือ เป้าหมาย 1. 20 วินาที
                                                                              2. 60 วินาที
                                                                              3. 2 นาที
                                                                              4. นั่งทำกิจกรรมได้ 5 นาที
                                                                              5. นั่งทำกิจกรรมได้ 20 นาที
อุปกรณ์
1. นาฬิกาจับเวลา (แบบตัวเลขและปุ่มกดใหญ่ๆยิ่งดี เพื่อให้เด็กสามารถใช้ได้เองในอนาคต)
2. ที่นั่งแบบต่างๆ เช่น เก้าอี้ เบาะนั่ง หรือโซฟา
3. ของรางวัล
วิธีสอน
- ตั้งคำสั่ง คำสั่งต้องเป็นคำที่สั้นและชัดเจน ช่วงแรกฉันใช้คำว่า "นั่งลง" พอเขาทำตามคำสั่งได้สัก 80% ฉันก็ใช้คำสั่งที่หลากหลาย เพื่อให้เขาเข้าใจภาษาในหลายรูปแบบ เช่น นั่งตรงนี้ มานั่งบนเก้าอี้ ไปนั่งอ่านหนังสือกัน
- จับเขามายืนหน้าเก้าอี้ บอกคำสั่ง "นั่งลง" จับที่หัวไหล่หรือแขนของเขาทั้งสองข้าง แล้วกดตัวเขาให้นั่งลงบาเก้าอี้ พอเขาเริ่มเข้าใจคำสั่ง ฉันก็ค่อยๆลดการช่วยลงทีละนิด เช่น ครั้งต่อไปฉันแค่บอกคำสั่ง แล้วจับที่หัวไหล่ พอเขาทำได้ฉันก็ใช้แค่คำสั่ง แต่ถ้าเขาทำไม่ได้ฉันก็ต้องเพิ่มขั้นตอนในการช่วย
- คว้ามือทั้งสองข้างวางลงบนตักของเขาค้างไว้ประมาณ 3-5 วินาที ในกรณีนี้เหมือนกับข้างต้น พอเขาทำได้ก็ค่อยๆลดการช่วยลง เช่น จากค้างไว้ 3-5 วินาที เป็นวางมือบนมือของเขาโดยที่ไม่สัมผัส 3-5 วินาที ครั้งถัดไป เอามือออก แต่นั่งข้างๆเขา แล้วค่อยๆออกห่างทีละนิดๆในครั้งถัดๆไป
- เมื่อนาฬิกาจับเวลาดัง ชมเขาทันทีและแสดงท่าทางภูมิใจในตัวเขา ฉันชมเขาว่า "ว้าว! นั่งลงได้เก่งมากเลย" กอด เขา ปรกมือให้เขา (ควรมีคำที่ใช้สั่งอยู่ในคำชม เพื่อให้เขาเข้าใจถึงสิ่งที่เขาทำอยู่นั้นเป็นสิ่งที่ดี ที่ทำให้ได้คำชม)
- ให้รางวัลทันทีที่ชมเสร็จ
หลังจากเสร็จรอบนึง ส่วนมากฉันจะปล่อยให้เขาทำอะไรก็ได้ตามใจเขา ประมาณสัก 5นาทีแล้วฝึกอีกครั้ง แต่บางครั้งก็ฝึกติดกันเลยไม่มีให้พัก เพราะฉันเห็นว่าเขากำลังสนุกกับการเรียนหรือเขาอยากได้รางวัลอีก แล้วแต่ในกรณี แต่ที่สำคัญ ไม่ควรให้เขาล้าก่อนที่จะหยุดพัก หรือพูดง่ายๆ หยุดพักก่อนที่เขาจะงอแง ถ้าเขางอแงแล้วทำให้การฝึกต้องหยุดลง เขาก็จะงอแงทุกครั้งที่เขาอยากหยุดหรือไม่อยากทำอะไรที่เราให้เขาทำ พอเขาทำได้โดยไม่มีการงอแง ฉันก็เริ่มเพิ่มเวลาให้นานขึ้น จาก 5วินาที ก็เป็น 10 และ 20 ขึ้นไปเรื่อยๆจนถึง 5นาที แต่ถ้าครั้งไหนที่เขาทำไม่ได้ ฉันก็จะลดลงมา5วินาทีหรือมากกว่านั้น ตัวอย่างเช่น เขานั่งเฉยๆไม่ได้ในครั้งที่ฉันจับเวลา30วินาที ครั้งต่อมาไปฉันก็จะจับเวลาที่25วินาที

สำหรับเด็กที่ต้องไปโรงเรียนแล้วยังไม่สามารถนั่งนิ่งได้ ฉันขอแนะนำตัวช่วย เสื้อกักที่มีน้ำหนักท่วง หรือ ผ้าที่มีน้ำหนักวางบนตัก ถ้าเด็กเล็กใช้น้ำหนักประมาณ 1กิโลกรัม เด็กโตประมาณ 2-3 กิโลกรัม ใช้เฉพาะช่วงเวลาที่เขาต้องนั่งทำงาน ฉันบอกกับคุณครูของลูก ทางคุณครูจัดหามาใช้แล้วได้ผลเป็นอย่างดี

การฝึกแบบนี้เรียกว่า พฤติกรรมบำบัด ABA (Applied Behavior Analysis)สิ่งที่สำคัญของการฝึกแบบนี้คือการให้รางวัล เมื่อเขาเริ่มคล่องกับการฝึก ฉันก็จะค่อยๆลดของรางวัลลง แต่จะเพิ่มคำชมให้มากขึ้น ฉันพยายามหาคำชมมาชมเขาให้หลากหลาย เพื่อไม่ให้เขาจำเจ และใช้น้ำเสียงที่หลากหลายเพื่อให้เขาเข้าใจถึงความภาคภูมิใจในตัวเขา




























วิธีรักษาโรคออทิสซึ่ม
ของเล่นสำหรับเด็กออทิสติก
กดชอบที่ Facebook เพื่อข้อมูลเพิ่มเติมและ ABA รายสัปดาห์

Wednesday, April 22, 2015

รางวัล

การให้รางวัลเด็กเป็นเรื่องสำคัญมากเรื่องหนึ่ง อย่าว่าแต่เด็กเลย กับผู้ใหญ่เองก็สำคัญมากเหมือนกัน อย่างเช่นว่า ถ้าเราเห็นคนทำกระเป๋าเงินหล่น เราเก็บไปคืนเจ้าของ รางวัลที่ได้มาเป็นคำขอบคุณหรือบางทีเป็นเงินนิดหน่อยเป็นค่าตอบแทนที่นำมาคืน แต่ถ้าเราไม่ได้รางวัลละ หรือยิ่งไปกว่านั้นกลับเป็นคำต่อว่า แล้วเราจะยังอยากเก็บกระเป๋าเงินไปคืนเขามั้ย? เช่นเดียวกับเด็ก สิ่งที่พวกเขาอยากได้คือรางวัล แต่รางวัลนั้นจะเป็นอะไร ต้องพิจารณาจากเด็กแต่ละคน รางวัลนั้นอาจจะเป็น ของกิน, คำชม, ของเล่น, หรือเวลาพัก ฯลฯ แรกๆฉันเลือกที่จะใช้ขนมเป็นของรางวัล บางทีใช้ลูกเกด บางทีใช้ลูกกวาดเล็กๆ แต่ทุกครั้งก่อนที่จะให้ ฉันจะชมเขา ถ้าเขาทำได้โดยฉันไม่ต้องช่วย ฉันจะชมเขามากเป็นพิเศษ มากในที่นี้ไม่ได้หมายถึงหลายครั้งแต่หมายถึง ชมอย่างน่าตกใจ กอดเขาหรือไฮไฟว์กับเขาด้วยความภาคภูมิใจ แล้วค่อยๆลดของรางวัลลงแต่เพิ่มคำชมให้มากขึ้น อาจทำได้โดยการใช้กระดานรางวัล จากที่ลูกได้รางวัลทุกๆครั้งที่ทำได้ เขาก็จะได้เป็นเหรียญหรือแต้มแทน ถ้าเขาทำได้ครบตามที่กำหนดเขาก็จะได้รางวัลนั้น จากนั้นฉันก็เพิ่มจำนวนเหรียญให้มาขึ้นจาก 5 เป็น 8 แล้ว 10 แล้ว 15 จากที่เป็นของกิน ก็เป็นของเล่นหรือเวลาพัก ฉันทำกระดานรางวัลไว้หลายแบบ เพื่อไม่ให้เขาจำเจ มีกระดานอันหนึ่งที่ลูกชอบมากเป็นพิเศษ เป็นกระดานที่ฉันวาดเป็นสนามรถแข่ง แล้วตัดรูปรถประมาณแปดรูปแล้วเคลือบพลาสติก ติด Velcro เมื่อเขาทำได้ฉันให้รถเขา 1รูป ให้เขาแปะลงบนสนามแข่งเอง พอเขาทำได้โดยไม่ต้องช่วย ฉันให้เขา 2-3รูป จนถึงเส้นชัย เขาได้รางวัลที่เขาต้องการ
ตัวอย่างกระดานรางวัล1
ตัวอย่างกระดานรางวัล2
ตัวอย่างเหรียญรางวัล






วิธีรักษาโรคออทิสซึ่ม
ของเล่นสำหรับเด็กออทิสติก
ติดตามเรื่องราวกันต่อที่ Facebook




Monday, April 20, 2015

จัดตารางการสอน

ฉันนั่งหลับตาจินตนาการถึงลูกในเหตุการ์ณปกติในบ้าน แล้วจดไว้ได้ความว่า
ตื่น เดินมาใกล้ พูดว่า "I want milk" นั่งดื่มนม นมหมดวิ่งไปวิ่งมาหลังโซฟา กระโดดๆวิ่งๆ บอกให้นั่งลงอ่านหนังสือด้วยกัน ร้องไห้ ตะโกน "SIT" โขกหลังหัวกับพื้น สักพักใหญ่ถึงยอมนั่งลง นั่งบนตัก ขณะอ่านหนังสือให้ฟังทำเสียง อิอี จิจี ถามว่าอันนี้เรียกว่าอะไร อันนี้อยู่ไหน ก็ไม่ตอบ เหมือนมองไปทางอื่น ไม่ได้มองที่หนังสือ ลุกขึ้นบอก "I want milk"
ขณะที่คิด ความรู้สึกเหนื่อยล้ามันก็เกิดขึ้น รู้สึกเหมือนต้องการสูดออกซิเจนให้เข้าไปในปอดลึกๆ ให้คาร์บอนไดออกไซด์มันออกมาให้หมดตัว แล้วฉันก็หลับตาจิตนาการอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ฉันวาดภาพในสิ่งที่ฉันอยากเห็นอยากให้เป็น ได้ความว่า
ตื่น เดินมามองที่ฉันแล้วพูดว่า "Mommy, I want to drink milk, please" นมหมด นั่งเล่นของเล่นที่พื้น บอกถึงเวลาอ่านหนังสือด้วยกัน เดินมานั่งข้างๆ ถามว่าอันนี้อะไร อะไรอยู่ไหน ตอบได้ ชี้ได้ สนุกในการใช้เวลาด้วยกัน
จากนั้นฉันนั่งวิเคราะห์ ว่าฉันต้องการอะไรจากเหตุการ์ณทั้งสองเหตุการ์ณนี้
- อยากให้พูดได้เต็มประโยค
- อยากให้เวลาพูดใช้สายตามองที่คนที่พูดด้วย
- อยากให้นั่งนิ่งๆ ทำงานหรือเล่นได้คนเดียว
- อยากให้ใช้คำพูดเพื่อแสดงอารมณ์ โดยเฉพาะเวลาไม่พอใจ
- อยากให้ตอบคำถามหรือแสดงท่าทีตอบกลับ
- อยากให้สนใจหรือติดตามเนื้อเรื่องในหนังสือและโทรทัศน์
จากนั้นฉันก็เรียงลำดับ สิ่งไหนที่น่าจะมาก่อนหรือหลัง ได้ลำดับดังนี้
1. นั่งนิ่ง
2. มองหน้าคนพูด
3. ติดตามเนื้อเรื่อง
4. ตอบคำถาม
5. พูดเต็มประโยค
6. ใช้คำพูดแสดงอารมณ์
เริ่มต้นจากเช้า ฝึกนั่งนิ่ง 30วินาที - 1นาที ประมาณ 1 - 3ครั้ง พักประมาณ 5 - 10นาที ระหว่างครั้ง
ฝึกมองหน้าคนพูด 5 - 10ครั้ง ใน 1รอบ พักประมาณ 30วินาที - 1นาที ระหว่างครั้ง
ฝึกติดตามเนื้อเรื่อง 1ครั้ง
ฝึกตอบคำถาม 3 - 10ครั้ง (สามารถฝึกได้ทุกที่)
ช่วงบ่าย ทำเช่นเดียวกัน
ณ ตอนนี้ฉันคิดว่าลูกยังไม่พร้อมกับการฝึกพูดเต็มประโยคและฝึกใช้คำพูดแสดงอารมรณ์ เพราะฉะนั้นจะข้ามไปก่อน

วิธีรักษาโรคออทิสซึ่ม
ของเล่นสำหรับเด็กออทิสติก
ติดตามเรื่องราวกันต่อที่ Facebook

Sunday, April 19, 2015

การยอมรับ

คิดว่าการเรียนรู้แต่เพียงที่บ้านนั้นยังไม่เพียงพอ โรงเรียนเลยเป็นสถานที่สำคัญที่ต้องให้ลูกเผชิญ ไปโรงเรียนได้อาทิตย์แรก คุณครูก็เรียกพบเพราะอยากพูดคุยถึงความกังวลที่คิดว่าน่าจะมีอะไรผิดปกติกับลูกของเรา และแน่นอนว่าฉันปฏิเสธความกังวลของพวกเขาไปด้วยเหตุผลหลายประการ แต่ในขณะเดียวกันก็เริ่มศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับความผิดปกติในรูปแบบต่างๆของวัยนี้ พบได้ว่าบางสิ่งบางอย่างมันตรงกับลูกของเราไม่มากก็น้อย และอาการเหล่านี้ก็เริ่มมากขึ้น ถึงกับไม่สามารถขวบคุมได้ บอกกับลูกว่ามานั่งอ่านหนังสือกัน เขานั่งได้ประมาณ10วินาที ก็กระโดดตัวขึ้นวิ่งไปมา พอมีการบังคับให้นั่งลง เขาก็มีอาการต่อต้านโดยกรี้ด ร้อง โขกหัวลงพื้น ยังงัยก็ไม่ยอมกันเลยทีเดียว
ผ่านปีการศึกษาชั้นเด็กเล็ก มาถึงชั้นเตรียมอนุบาล เพียงแค่เดือนเดียวครูก็เรียกพบ คราวนี้ให้เหตุผลที่ว่าเขารบกวนการเรียนของเด็กคนอื่น ความรู้สึกของฉันลึกๆในครั้งนี้เริ่มที่จะยอมรับได้ แต่คำพูดที่กล่าวออกไปกับครูที่นั่นแสดงถึงความไม่ยอมรับในสิ่งที่เขากล่าวหา เพราะอะไรหนะหรือ อาจเป็นเพราะว่าพวกเขาไม่ค่อยให้เกียรติฉันกับครอบครัวเสียเท่าไร ฉันจึงตัดสินใจเอาลูกออกจากโรงเรียนนี้ แต่ก่อนออกฉันเข้าไปทวงเงินค่าเทอมลูกคืน หึหึ ด้วยความไม่พอใจที่เขาไม่ให้เกียรติเรา ทางโรงเรียนบอกว่าให้คืนไม่ได้ฉันเป็นคนเอาลูกออกเอง ฉันจึงบอกเขาว่า แล้วจะให้ฉันทำอย่างไร ในเมื่อคุณบอกว่า ทางโรงเรียนไม่สามารถรับลูกฉันเรียนที่โรงเรียนนี้ได้ ในที่สุดเขาก็ยอมรับว่าสิ่งที่เขาพูดไปนั้นไม่ถูกต้อง จึงให้เงินคืนในส่วนหนึ่ง
ในเวลาเดียวกัน การยอมรับของฉันช่วยผลักดันตัวฉันเองให้ค้นคว้าหาแบบการเรียนการสอนที่เฉพาะเจาะจงเพื่อเด็กพิเศษ แล้วก็ได้เจอระบบการสอนแบบตัวต่อตัว ฉันฝึกฝนวิธีการสอนในตอนดึก เช้ามาก็เริ่มสอนลูก การเลือกหัวข้อที่จะนำมาสอนนั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่าย อะไรต่อมิอะไรเยอะแยะไปหมด ไม่รู้ว่าจะเริ่มตรงไหนดี ฉันต้องนั่งนิ่งๆปิดตาแล้วนึกภาพลูกมองว่าเขากำลังทำอะไร แล้วนึกอีกทีในสภาวะเดียวกันแต่จริงๆแล้วฉันอยากให้ลูกทำอะไร พอนึกได้แล้วฉันก็จดใส่กระดาษ แล้วนั่งวิเคราะห์ว่าจุดไหนควรจะเริ่มเป็นอย่างแรกแล้วอะไรถัดมา เป็นลำดับๆไป พูดได้เลยว่าต้องใช้ความใจเย็นอย่างสูง ใครก็ตามที่กำลังอ่านบทความนี้และตกอยู่ในสภาวะที่คล้ายคลืงกันกับกรณีของฉัน ฉันขอเป็นกำลังใจให้อย่างที่สุด ยากลำบากอย่างไรเราจะเดินไปด้วยกันตั้งแต่ต้นจนจบ
ติดตามเรื่องราวในปัจจุบันและรับข้อมูลเพิ่มเติมกันได้ที่ Facebook



ติดตามเรื่องราวกันต่อที่ Facebook

Saturday, April 18, 2015

จุดเริ่มต้น

เด็กที่เกิดมาทุกคนเป็นเด็กที่น่ารัก น่าชัง ไม่ว่าพวกเขาทำอะไร ก็สามารถเพิ่มรอยยิ้มให้ทุกคนที่เห็นได้
ฉันก็เป็นคนนึงที่เหมือนแม่ทุกๆท่าน ที่ถนุถนอมลูกน้อยของตัวเองได้เป็นอย่างดี พอถึงวัยที่เขาสามารถทำอะไรได้ ฉันก็จะลองภูมิลูกโดยการให้เขาก้าวข้ามขั้นไปหนึ่งก้าว ครั้งที่เขาทำได้ เป็นที่แน่นอนว่าฉันดีใจอย่างมาก ครั้งที่ทำไม่ได้ก็ไม่เคยเสียใจ กลับเพิ่มความเข้าใจในตัวลูกมากขึ้นไปอีก ช่วงที่ลูกอายุได้ 2ปี มีความรู้สึกว่าอยากให้ลูกได้ไปโรงเรียน มีเพื่อนเล่น เจอคนใหม่ๆ และอยากให้เขาพูดคุยมากขึ้น แต่ที่อเมริกาเขาไม่นิยมนำลูกเข้าโรงเรียนในช่วงอายุนี้ ในช่วงนั้นเขาจะเอาอะไรเขาก็ชี้หรือพูดเป็นคำ บางทีก็พูดบ้างบางทีก็เหมือนใจลอยไม่พูดจา อย่างเช่น บอกให้เขาบอก ไฮ กับคุณพ่อ บางทีก็พูด บางทีก็ไม่ ตอนที่ไม่ เหมือนเขาไม่สนใจอะไรทั้งนั้น อยากให้เขานั่งนิ่งเล่นของเล่น เขากลับวิ่งไปมาทั้งวี่วัน ไม่ค่อยมีของเล่นอะไรที่เขาเล่นได้จริงๆจัง ส่วนมากจะเอามาจ้องดู เหวี่ยงไปมา หรือหมุนรอบๆ ส่วนตัวฉันเองก็ไม่อยากปล่อยให้เวลาผ่านไปโดยไม่มีประโยชน์ ในเมื่อเขาไม่อยากเล่น เรามานั่งเรียนหนังสือก็แล้วกัน ฉันเลยเริ่มสอนหนังสือเขา ในตอนนั้นยังไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นอย่างไร จึงทำการศึกษา การสอนเด็กเล็ก เน้นวิชาความรู้ เพราะลูกไม่ชอบเล่น จึงจัดตารางและทฤษฏีขึ้นมาให้เหมาะสมกับลูกโดยเริ่มจากการ ร้องเพลงต่างๆเช่น abc, itchy bitsy spider, row row your boat, ฯลฯ พอเห็นว่าเขาเริ่มชอบ ฉันก็ให้เขาดูภาพหรือตัวหนังสือประกอบไปด้วย แต่จะให้เป็นทีละนิดๆ เพราะกลัวว่าเขาจะเบื่อ แล้วจะกลายเป็นไม่ชอบการเรียนแบบนี้ไป หลังจากนั้น ฉันสังเกตุได้ว่าลูกชอบตัวหนังสือ ชอบดูรูปภาพ และชอบดนตรี เขาเริ่มร้องเพลงเองแต่ฟังไม่ค่อยออกว่าร้องอะไร บางทีฉันพิมพ์เนื้อเพลงออกมา พิมพ์ตัวใหญ่ๆ แรกๆพิมพ์สีแดง หลังๆเห็นว่าเขาอ่านได้ ก็เปลี่ยนมาเป็นสีดำและเล็กลง ตอนเขาอายุได้ 2ปีครึ่ง เขาสามารถอ่านคำได้หลายคำ น่าจะประมาณ40คำ ถึงแม้ว่าเขาจะอ่านได้เก่งแค่ไหน แต่การพูดคุยยังไม่ค่อยคืบหน้าเสียเท่าไร ฉันเลยคิดว่าน่าจะถึงเวลาที่เขาควรจะไปโรงเรียนเสียที พอได้ไปโรงเรียน ปัญหาหลายต่อหลายอย่างก็เข้ามา ฉันจึงตัดสินใจเอาลูกออกจากโรงเรียนครึ่งปีแล้วจัดหาโรงเรียนที่เหมาะสมกับเขา เวลาครึ่งปีนี้ฉันทำจะทำทุกอย่างให้เขาสามารถกลับเข้าไปในโรงเรียนได้อย่างไม่มีปัญหา ฉันตัดสินใจเรียนประกาศณียบัตรศึกษาเกี่ยวกับการสอนในแบบฉบับการบำบัดด้านพฤติกรรมแบบประยุกต์ ABA (Applied Behavior Analysis) เพราะฉันคิดว่าการบำบัดด้านนี้จะช่วยส่งเสริมพฤติกรรมที่เหมาะสมให้คงอยู่ต่อเนื่อง หยุดพฤติกรรมที่เป็นปัญหาและสร้างพฤติกรรมใหม่ที่ต้องการได้ถูกต้อง ประกอบกับการค้นคว้าการสอนในหลายรูปแบบที่ฉันนำมาดัดแปลงเพื่อให้เหมาะสมกับการสอนลูกของฉัน การเรียนการสอนในส่วนมากที่ฉันเลือกมาใช้นั้นจะเน้นในด้านระบบสัมผัสและการเรียนรู้ที่ไม่มีขอบเขตจำกัด และนี่ก็คือจุดเริ่มต้นของ "รักษาลูกออทิสติก"

วิธีรักษาโรคออทิสซึ่ม
ของเล่นสำหรับเด็กออทิสติก
ติดตามเรื่องราวกันต่อที่ Facebook